“ฟิลเลอร์” ฉีดง่าย สวยทันใจแต่อาจเกิด “อันตราย” ถึงชีวิต

ความนิยมฉีดฟิลเลอร์ (Filler) ซึ่งเป็นการใช้สารสังเคราะห์มาช่วยเสริมความงาม โดยเฉพาะบนใบหน้า เพื่อลดริ้วรอยเหี่ยวย่นที่มากับวัย ทำให้ใบหน้าดูเต่งตึง ดูอ่อนกว่าวัยจริง กำลังเป็น กระแสที่มาแรงสำหรับคนอยากสวย อยากหล่อ...ทั้งหลาย แม้จะมีข่าวการเสียชีวิตจากการฉีดฟิลเลอร์กับหมอเถื่อนเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ แต่ความนิยมของคนที่อยากฉีดสารชนิดนี้เพื่อสร้างความสวยงามโดดเด่นบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการฉีดสันจมูกให้โด่งขึ้นแทนการผ่าตัดใส่ซิลิโคนแท่ง ฉีดคางให้ใบหน้าดูเรียวเล็กคล้ายเกาหลี หรือแม้แต่การเสริมคาง ริมฝีปากให้ดูอวบอิ่ม กลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รักษาการ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ บอกว่า ในแต่ละเดือนเฉพาะที่สถาบันโรคผิวหนัง จะมีผู้มาขอรับการฉีดฟิลเลอร์เพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอยบนใบหน้าประมาณ 30-50 ราย และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวกเพียงแค่ฉีดเข้าร่างกายเหมือนการฉีดยาก็สวยได้แล้ว

“การใช้ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องรูปร่างของใบหน้า หรือแก้ไขปัญหาริ้วรอยของผิวอันเนื่องมาจากวัย ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หางตา และร่องแก้ม รวมถึงการแก้ไขปัญหาแผลเป็นชนิดผิวบุ๋ม นอกจากนี้บางส่วนมาขอรับการฉีดเพื่อเสริมเนื้อเยื่อผิวหนังให้มีลักษณะนูนเต็มขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเสริมจมูก เสริมคาง ริมฝีปาก หรือฉีดเพื่อทำให้รูปทรงของหน้าดูอวบอิ่ม” คุณหมอบอก

และเพราะเป็นเทคนิคที่ค่อนข้างง่ายบวกกับผลที่ได้รับหลังการฉีด ก็เป็นไปตามที่ต้องการ บางคนฉีดแล้วหน้าตาดูดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา บางคนผิวพรรณดูดีขึ้น เป็นหนุ่ม เป็นสาวขึ้น ทำให้เกิดปัญหาตามมา โดย เฉพาะคนที่คิดว่าสามารถทำได้ง่ายๆ พยายามฉกฉวยประโยชน์จากกระแส ความนิยมที่มากขึ้น ตั้งตนเป็นหมอเถื่อน หมอกระเป๋า หิ้วกระเป๋าไปรับฉีดตามที่ต่างๆ ทั้งๆที่บางคนอาจจะแค่เคยเป็นผู้ช่วยแพทย์ เห็นแพทย์ฉีดง่ายๆ ก็นึกว่าตัวเองทำได้ ออกไปทำเอง เป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ ซ้ำบางทีความไม่รู้ กลายเป็นการฉีดสารที่ไม่ใช่ฟิลเลอร์ เช่น ซิลิโคนเหลว หรือเป็นฟิลเลอร์ที่เป็นของปลอมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดอันตรายตามมาอีกมาก

เรื่องที่น่าห่วงคือ มีการลักลอบฉีดซิลิโคนเหลวแทนสารฟิลเลอร์ และมีการลักลอบฉีดฟิลเลอร์ โดยผู้ฉีดไม่ใช่แพทย์ พวกนี้ทำการตลาดโดยการโฆษณาผ่านเว็บไซต์ หรืเร่ฉีดตามรถตู้ ตามคอนโด ซึ่งค่าบริการจะถูกมากกว่าการมาฉีดกับแพทย์ เป็นเท่าตัว เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้สารฟิลเลอร์ปลอมหรือสารฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงมาก เคยมีกรณีที่สารฟิลเลอร์เข้าไปในกระแสเลือด เข้าสู่สมอง ทำให้เส้นเลือดแตก เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองอุดตัน เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ได้” รักษาการ ผอ.สถาบันโรค ผิวหนังบอกพร้อมกับอธิบายต่อว่า โดยปกติแล้วผิวหนังของคนเราจะมีใยคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง เมื่อเข้าสู่วัยชราใยคอลลาเจนจะลดจำนวนลง ผิวหนังบางลง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นมากขึ้น การฉีดสารฟิลเลอร์เข้ไปในผิวหนัง ก็เพื่อทดแทนใยคอลลาเจนที่สลายไป

ฟิลเลอร์ที่ใช้กันอยู่ มี 3 ประเภท คือ

1. แบบชั่วคราว (Temporary Filler) มีอายุใช้งานประมาณ 4-6 เดือน แต่มีความปลอดภัยสูง สลายตัวได้เองตาม ธรรมชาติ

2. แบบกึ่งตลอดไป (Semi Permanent Filler) มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยปานกลาง

3. แบบตลอดไป (Permanent Filler) เช่น ซิลิโคน หรือพาราฟิน หลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายตามธรรมชาติ มักพบผลข้างเคียงหรืออาการแทรกซ้อนในระยะยาว

(ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

คุณหมอจินดา อธิบายว่า หลังการฉีดฟิลเลอร์ อาจจะมีอาการตั้งแต่ไม่รุนแรง ไปจนถึงรุนแรงมาก เช่น เกิดผื่นแดง จุดแดง หรือจ้ำเลือดบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์จากรอยเข็มที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปได้เอง หรือเกิดรอยนูน เมื่อฉีดปริมาณมากเกินไป หรือฉีดตำแหน่งที่ตื้นเกินไป หรือปัญหาการไหลย้ายของฟิลเลอร์ เช่น ฉีดตรงดั้งจมูกแต่ไหลไปที่ปลายจมูก ฯลฯ แต่ผลข้างเคียงที่ถือว่าอันตรายมาก คือ การฉีดฟิลเลอร์ผิดตำแหน่งโดยฉีดเข้าไปในหลอดเลือดจึงทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ เคยมีรายงานเกิดตาบอดภายหลังการฉีดฟิลเลอร์ เนื่องมาจากฟิลเลอร์ที่ฉีดไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา รวมถึงการแพ้สารฟิลเลอร์ เช่น กรณีของพริตตี้สาวที่เสียชีวิตจากการฉีดฟิลเลอร์เข้าสะโพกก่อนหน้านี้ด้วย ผอ.สถาบันโรคผิวหนังบอกว่า อยากจะให้ความรู้แก่คนที่กำลังตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ว่า ในการฉีดควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญๆ หลายอย่าง เช่น สารที่ฉีด ต้องปลอดภัยและแน่ใจว่าเป็นฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid ที่ผ่านการรับรองจาก อย.ไม่ใช่สารอื่นที่หลอกว่าเป็นฟิลเลอร์ หรือเป็นฟิลเลอร์ราคาถูกที่มีขายตามเว็บไซต์หรือนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย คนฉีด จำเป็นอย่างมากที่จะต้องเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รู้เทคนิคการฉีดที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถวิเคราะห์ปริมาณยาและตำแหน่งที่ฉีดได้แม่นยำ เพราะเมื่อฉีดสารเข้าไปแต่ละครั้งมีโอกาสเสี่ยงในการที่จะไปโดนเส้นเลือดหรือบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการ ทำให้เกิดอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ สถานที่ฉีด ต้องฉีดในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานได้รับอนุญาตให้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย มีเครื่องมือช่วยชีวิตยามฉุกเฉิน และสุดท้าย คนที่ต้องการจะฉีด ต้องรู้ว่าตัวเองมีสภาพร่างกายพร้อม ไม่เป็นคนเลือดออกง่าย หรือมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้รุนแรง แพ้จนช็อกหรือกำลังตั้งครรภ์อยู่ เพราะคนที่มีสภาพร่างกายอย่างที่กล่าวมาแล้วมีโอกาสเสี่ยงสูงจึงไม่ควรฉีดฟิลเลอร์เด็ดขาด

สุดท้าย ที่สำคัญมากๆคือ ต้องทำความเข้าใจว่า การฉีดฟิลเลอร์ถือเป็นการนำสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ข้อดีของสารดังกล่าวคือ ไม่กระตุ้นภูมิแพ้ หลังฉีดไม่ต้องพักฟื้น สวยได้ทันใจโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งที่เป็นข้อเสียก็คือ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วแม้จะไม่พอใจ การดูดเอาสารออกมาทำได้ยาก สารฟิลเลอร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในร่างกายได้ประมาณ 8 เดือนจนถึง 2 ปี จึงจะค่อยๆสลายไปเอง ขึ้นอยู่กับคุณภาพของฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อด้วย แต่ถ้าไม่พอใจจริงๆและต้องการจะเปลี่ยนแปลง แพทย์อาจต้องใช้วิธีการฉีดสารละลายแก้ไข เรียกว่าสาร ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) เข้าไป เพื่อสลายสารไฮยาลูโรนิค แอซิด ให้ยุบตัวลง ซึ่งก็จะทำให้ต้องเจ็บ

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/358121