ศัลยกรรมปลูกผม

ปลูกผม

Hair Transplant

ศัลยกรรมการปลูกผม เป็นเทคนิคการย้ายรากผมจากบริเวณหนึ่งไปสู่บริเวณหนึ่ง จากบริเวณด้านข้างหรือด้านหลังศีรษะที่มีผมเยอะและแข็งแรงที่สุด โดยนำเส้นผมที่มีเซลล์รากผมบนศีรษะออกมาทีละกอ ที่คาดว่าจะมีปริมาณรากผมที่ต้องการ จากนั้นนำเอามาแยกรากผมออกทีละรากด้วยใช้กล้องจุลทรรศน์ ประมาณ 2,000 - 6,000 กราฟ โดยใช้เวลาประมาณ 2 - 4 ชั่วโมง และใช้น้ำเกลือให้ความชุ่มชื้นแก่รากผม จากนั้นจะนำรากผมที่เตรียมไว้ไปปลูกทีละรากบนบริเวณศีรษะที่เตรียมไว้จนหมด

วิธีปลูกผม มี 2 วิธีหลักๆ ที่นิมในปัจจุบัน ได้แก่

ภาพแสดงวิธีการปลูกผมแบบ FUE และ FUT

Follicular Unit Extraction หรือ FUE เป็นวิธีการเจาะเอาเซลล์รากผมจากหนังศีรษะบริเวณด้านหลัง (ด้านหลังเป็นบริเวณที่เส้นผมแข็งแรง) มาปลูกถ่ายในบริเวณที่ผมบาง หรือไม่มีผม โดยที่แพทย์ไม่จำเป็นต้องเลาะตัดหนังศีรษะของคนไข้ออกมาเป็นชิ้นยาว จึงไร้กังวลเรื่องปัญหาแผลเป็น

วิธีการรักษาด้วยเทคนิค FUE แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการฉีดยาชา หรือให้คนไข้ทานยานอนหลับแบบอ่อนๆ และแพทย์ถึงจะเริ่มทำการรักษา/ปลูกผมใหม่ด้วยเทคนิค FUE เป็นเทคนิคที่ให้ผลเรื่องความสวยงาม และดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ปลูกผมเสร็จก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

เทคนิค FUE โดยการใช้เครื่องมือพิเศษหัวเจาะ ที่มีหัวขนาดเล็ก 0.6-0.9 มิลลิเมตร เจาะตรงบริเวณรอบกอผม ตามพื้นที่ที่กำหนด โดยลึกลงไปจรดรากผม ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณท้ายทอยของศีรษะคนไข้ จากนั้นจึงดึงกอผมที่มีความแข็งแรงเหล่านั้นออกมา และแพทย์จะทำการฝังเซลล์รากผมใหม่ไว้ในตำแหน่งที่ต้องการจะปลูก โดยใช้วิธีการปลูกเช่นเดียวกับเทคนิค FUT ขั้นตอนต่างๆ ต้องใช้ความละเอียดประณีตและความชำนาญเฉพาะทางของแพทย์อย่างมาก

ข้อดีของ FUE
หลังการปลูกผม คนไข้จะรู้สึกเจ็บแผลด้านหลังน้อยกว่าเทคนิคแบบ FUT เพราะไม่ได้ตัดชิ้นเนื้อออกมาและไม่รู้สึกตึงหนังศีรษะเหมาะกับการปลูกผมที่ใช้จำนวนกอผม(กราฟ)ไม่มากนัก และสามารถเลือกเอาเส้นผมที่มีขนาดเล็กมาปลูกได้ จึงเหมาะกับการปลูกคิ้ว ปลูกขนตา สามารถนำขนจากส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น หนวด เครา ขนหน้าอก ขนแขน ขนหน้าแข้ง มาปลูกที่ศีรษะได้เช่นกัน แต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากขนที่นำมาปลูกมีลักษณะหยิก และไม่งอกยาวเหมือนเส้นผมที่หนังศีรษะ จึงอาจดูไม่เป็นธรรมชาติ

 

ข้อเสียของ FUE
รากผมที่ดึงออกจากหนังศีรษะ อาจจะขาดและไม่สมบูรณ์ ทำให้การขึ้นของผมไม่ดีเท่าวิธีFUTใช้ เวลาค่อนข้างมาก ทำให้การปลูกผมแต่ละครั้ง ได้จำนวนกอผม (กราฟ) ในจำนวนที่จำกัด ซึ่งการทำศัลยกรมปลูกผมด้วยวิธี FUE ไม่ควรทำเกินครั้งล่ะ 3,000 กราฟ แต่การทำแบบ FUT สามารถทำได้มากกว่าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความตึงของหนังศีรษะบริเวณด้านหลังศีรษะความหนาแน่นของผมตรงบริเวณท้ายทอยอาจลดลงจากเดิมประมาณ20%

 

ขั้นตอนการปลูกผมแบบไร้แผลเป็น ด้วยเทคนิค FUE

ขั้นตอนที่ 1 : การเตรียมความพร้อมสำหรับการปลูกผม
แพทย์ทำการออกแบบแนวผมที่จะทำการปลูกใหม่ ให้เหมาะสมกับลักษณะโครงหน้าของคนไข้ การกำหนดพื้นที่บริเวณที่จะปลูกผมและทำการคำนวณกอผม (กราฟ) ผมบริเวณหนังศรีษะบริเวณด้านหลังจะถูกโกนให้สั้น เพื่อให้ง่ายต่อการย้ายเซลล์รากผมที่แข็งแรงจากทางด้านหลังมาปลูกบริเวณที่ต้องการ

 

ขั้นตอนที่ 2 : การเจาะเพื่อดึงเซลล์รากผม
แพทย์จะทำการฉีดยาชาบริเวณที่จะทำการผ่าตัด เมื่อยาชาออกฤทธิ์ คนไข้จะไม่มีความรู้สึกบริเวณนั้น ผมบริเวณที่ถูกคัดเลือกจะถูกฆ่าเชื้อ ทำความสะอาด แพทย์จะใช้เครื่องมือ พิเศษหัวเจาะ ที่มีหัวขนาดเล็ก 0.6-0.9 มิลลิเมตร เจาะรูเส้นผมทีละรู ลงลึกถึงเซลล์รากผมด้านล่าง จากนั้นแพทย์จะใช้ Forceps ดึงเซลล์รากผมออกมาจากหนังศีรษะเก็บไว้ในน้ำยารักษารากผม เพื่อเตรียมย้ายเซลล์รากผมไปปลูกในบริเวณที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 3 : การเจาะรูเพื่อปลูกผมใหม่
ในขั้นตอนการฝังกอผม (กราฟ) ในบริเวณที่ต้องการทำการปลูกผมนั้น แพทย์จะใช้ Forceps ปลายแหลม 2 ตัว โดยมือหนึ่งเปิดรูให้อ้าออก แล้วใช้อีกมือใส่กราฟเข้าไป เพื่อลดการบอบช้ำของเซลล์รากผม แพทย์ใช้เข็มเจาะแล้วปลูกผมใหม่ลงไป เพื่อเพิ่มความหนาแน่นแต่ละบริเวณที่ต้องการ

 

 ขั้นตอนที่ 4 : การฝังกอผม (กราฟ)
การดำเนินการขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนปริมาณเซลล์รากผมที่ต้องการ ระหว่างขั้นตอนนี้ จะมีเวลาให้กับผู้ป่วยสำหรับการ รับประทานอาหารและพักผ่อน ประมาณ 10-15 นาที เป็นระยะๆ หลังจากการปลูกผมเสร็จสื้น พยาบาลจะทำการพันศรีษะผู้ป่วย ผู้ป่วยอาจเกิดการบวมบริเวณหน้าผากหลังการ ปลูกผม หรืออาจเกิดตุ่มหนองเล็กๆ คล้ายหัวสิวได้บ้างบริเวณรูขุมขนที่ปลูก ซึ่งอาจให้ยาปฎิชีวนะเพื่อการรักษา หรืออาจมีอาการชาบริเวณหนังศีรษะหลังการปลูก ซึ่งอาการดังกล่าวก็มักจะหายไปได้เอง

 

ขั้นตอนที่ 5 : กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
คนไข้สามารถสระผมได้ในวันรุ่งขึ้นหลังการปลูก และสระได้ทุกวันหลังจากนั้น โดยไม่ต้องกังวลว่าแผลจะอักเสบหรือติดเชื้อ (ทางเราจะทำการสระผมพร้อมสอนวิธีการสระผมให้คนไข้เป็นเวลา 5 วัน) หลังผ่าตัดให้ปฏิบัติตัวตาม คำแนะนำ สามารถนอนหงายได้ปกติ แต่ควรจะคาดผ้า (head band ) ไว้สักระยะ ส่วนใหญ่แนะนำ 5 วันเพื่อป้องกันอาการหน้าบวม ระยะแรกหลังการผ่าตัด เส้นผมจะร่วงไปก่อนโดยรากผมจะเข้าสู่ระยะพักประมาณ 3-4 เดือน จึงเริ่มงอกขึ้นมาใหม่ อัตราการยาวของเส้นผมจะเท่ากับเส้นผมปกติตามธรรมชาติ ดังนั้น ระยะเวลาที่ผมจะยาวทันกันและให้ผลปรากฏที่สวยงาม จึงอยู่ที่ประมาณ 8-10 เดือน

Follicular Unit Transplantation (FUT) หรือ Strip Technique เป็น การปลูกผมด้วยวิธีเก่า ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัด และเป็นวิธีที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการปลูกผมมาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันการปลูกผมได้รับการพัฒนามาเป็นเทคนิคการปลูกผมแบบไร้รอยแผลหรือปลูกผมไร้แผลเป็น โดย การเจาะเอาเซลล์รากผม (FUE) โดยเทคนิคนี้ กำลังเป็นที่กล่าวถึงและนิยมมากขึ้น อาจเนื่องจากไม่มีแผลเย็บ ไม่น่ากลัวเหมือนวิธีปลูกผมแบบทั่วไปเพราะหลายคนกลัวผ่าตัด เทคนิคการเจาะรากผมออกมาปลูกจึงตอบโจทย์นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ศัลยกรรมปลูกผมแบบทั่วไปโดยใช้เทคนิค strip FUT ยังเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป

ข้อดีของ FUT
ในการผ่าตัดโดยใช้เทคนิคแบบ FUT(ในคนไข้รายเดียวกัน) เพียงครั้งเดียว อาจจะได้จำนวนกอผม (กราฟ) สูงสุดถึง 3,500 กราฟ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของหนังศีรษะคนไข้ กราฟได้รับการแยกโดยกล้องจุลทรรศน์ ทำให้สามารถระวังในการคัดแยกกราฟได้ดี กราฟบอบช้ำน้อย และเนื้อเยื้อของกราฟที่ได้มีความสมบูรณ์กว่า ใช้ระยะเวลาในการปลูกผมสั้นกว่าเมื่อเทียบกับเทคนิคการปลูกผมแบบ FUE นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการปลูกผมถูกกว่าอีกด้วย

 

ข้อเสียของ FUT
แผลเป็นมีลักษณะเป็นแนวยาว ต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญจำนวนมาก โดยเฉลี่ย 6 – 8 คน ต่อคนไข้ 1 คน

 

ขั้นตอนการปลูกผมด้วยเทคนิค FUT
แพทย์ทำการวาดแนวผมที่จะทำการปลูก แพทย์ทำออกแบบและวาดแนวผมที่จะทำการปลูกใหม่ ให้เหมาะสมกับลักษณะโครงหน้าของคนไข้ พร้อมทั้งทำการคัดเลือกรากผมบริเวณหนังศรีษะด้านหลังส่วนของท้ายทอยยาวจนถึงใบหู (ความกว้างของแถบจะประมาณ 1-2 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนกอผม(กราฟ)ที่คนไข้ต้องใช้ในการปลูกผม) ผมคนไข้จะถูกรวบไว้ด้วยเทปกาวและผมบริเวณนั้นถูกตัดให้สั้นลง

ฉีดยาชาเฉพาะที่รอบแนวหนังศรีษะที่จะตัด
หนังศีรษะที่จะตัดออกจะถูกวาดไว้ เป็นแนว ฉีดยาชาเฉพาะที่โดยตลอดรอบแนวที่จะตัด

 

เริ่มผ่าตัดโดยใช้เทคนิคแบบเปิด (Open Technique)
หลังยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะเริ่มผ่าตัดด้วยการกรีดตามแนวแผลที่วาดไว้ตื้นๆ จากนั้นใช้ตะขอเล็กๆเกี่ยวขอบแผลทั้งสองข้าง ดึงแยกแผลออกจากกันในแนวตรงกันข้าม ในขณะที่ใช้มีดค่อยๆเลาะไปด้วยความระมัดระวัง จึงสามารถมองเห็นแนวรากผมที่เราจะผ่าได้อย่างชัดเจน

การเย็บแผล
หลังจากตัดหนังศีรษะออกไปแล้ว แผลจะถูกเย็บปิดด้วยไหมละลาย และเย็บตรึงห่างๆ ด้วยไหมไม่ละลายอีกชั้น เพื่อให้ แผลปิดสมานกันเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อครบ 7 วันแพทย์จะนัดมาตัดไหม

การหั่นกราฟ
หนังศีรษะชิ้นยาวที่ตัดออกมา จะถูกแล่เป็นชิ้นบางๆ (Slivering) จากนั้น ก็จะถูกนำไปแบ่งเป็นแต่ละเซลล์รากผม (Follicular Unit) ภายใต้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยาย 10 เท่า แต่ละเซลล์รากผมหรือกอผม จะมีเส้นผมประมาณ 1-4 เส้น (micrografts) โดยจะแยกไว้เป็นกลุ่มแช่ไว้ในน้ำยารักษารากผม เพื่อคงความสมบูรณ์และลดการตายของรากผมก่อนนำไปปลูก

การฝังกราฟ
ก่อนจะทำการปลูกผม แพทย์จะทำการฉีดยาชาเฉพาะที่ 2 จุด รอบเส้นประสาทเหนือหัวคิ้วทั้งสองข้างก่อนที่จะเจาะรูเพื่อปลูกรากผม หลังฉีดยาชา บริเวณหน้าผากจนถึงกลางศีรษะจะรู้สึกชา และฉีดยาห้ามเลือดผสมในน้ำเกลือเข้าไป เพื่อให้หนังศีรษะโป่งและพองตัวขึ้น จากนั้น แพทย์จะทำการเจาะรู และหยิบเซลล์รากผม ที่จะปลูกใส่ลงไปในรูที่เจาะเตรียมไว้แล้ว เพื่อเพิ่มความหนาแน่นในจุดที่ต้องการ ซึ่งอาจจะมีเลือดซึมบริเวณที่เจาะเพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยอาจเกิดการบวมบริเวณหน้าผากหลังการ ปลูกผม หรืออาจมีอาการชาบริเวณหนังศีรษะหลังการปลูกผมได้ ซึ่งอาการดังกล่าวก็มักจะหายไปได้เอง

กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
คนไข้สามารถสระผมได้ในวันรุ่งขึ้นหลังการปลูก และสระได้ทุกวันหลังจากนั้น โดยไม่ต้องกังวลว่าแผลจะอักเสบหรือติดเชื้อ (ทางเราจะทำการสระผมพร้อมสอนวิธีการสระผมให้คนไข้เป็นเวลา 5 วัน) หลังผ่าตัดให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และสามารถนอนหงายได้ปกติ แต่ควรจะคาดผ้า (head band ) ไว้สักระยะ ส่วนใหญ่แนะนำ 5 วันเพื่อป้องกันอาการหน้าบวม ระยะแรกหลังการผ่าตัด เส้นผมจะร่วงไปก่อนโดยรากผมจะเข้าสู่ระยะพักประมาณ 3-4 เดือน จึงเริ่มงอกขึ้นมาใหม่ อัตราการยาวของเส้นผมจะเท่ากับเส้นผมปกติตามธรรมชาติ ดังนั้น ระยะเวลาที่ผมจะยาวทันกันและให้ผลปรากฏที่สวยงาม จึงอยู่ที่ประมาณ 8-10 เดือน

 

ศัลยกรรมการปลูกผมที่ประสบความสำเร็จ รากผมจะต้องเติบโตขึ้นมากกว่า 98% ทั้งนี้จะต้องอาศัยประสบการณ์ เทคนิค และความชำนาญของศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นสำคัญ

ผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่ ปวดตึงศีรษะ ชา และบวมที่หน้าผากได้บ้าง

(ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)